ลมเย็นปลายเดือนพฤศจิกากลับมาอีกแล้ว ...แม้ปีนี้อากาศไม่เย็นเท่าปีก่อน ๆ
แต่ก็พอจะทำให้เรารู้ว่า
ผ่านไปอีกหนึ่งขวบแล้วสำหรับเราทั้งสองคน
ปีนี้ เรามีเวลาน้อยลง ต่างคนต่างมีภาระมากขึ้น
เพราะหน้าที่การงาน ทำให้ความรับผิดชอบสูงขึ้น
ที่สำคัญงานเยอะขึ้นเป็นกอง
จริง ๆ สิ่งที่ขโมยเวลาของเราไปอาจไม่ใช่สิ่งที่เรียกว่างานหรอก
แต่มันคือบางสิ่งบางอย่างที่ติดค้างและวนเวียนอยู่ในใจเรามากกว่า
หลายปีแล้วที่เรามีงานวันเกิดพร้อมกัน
เกิดเดือนเดียวกันจะสิ้นเปลืองไปทำไม
ปีนี้ยังได้กินข้าวกันเหมือนเดิม แม้อาจจะช้าไปบ้าง...แต่ก็ดีกว่าไม่มีโอกาสเสียเลย
เราข้ามเรือท่าพระจันทร์ แล้วเดินอ้อยอิ่งไปเรื่อยผ่านธรรมศาสตร์ ท่าช้าง จนท่าเตียน
อากาศเย็นแล้ว ...
เค้าเริ่มเล่าความเป็นไปในแต่ละวัน และผมเป็นผู้ฟังที่ดีเหมือนเคย
แปลกเหมือนกันที่คนพูดมากอย่างผม จะไม่ต้องการพูดอะไรมากมายเวลาเราอยู่ด้วยกัน
ปีนี้เราเลือกร้านเล็ก ๆ ตรงมุมที่สวยมาก ๆ ของแม่น้ำเจ้าพระยา
ในร้านโต๊ะใหญ่มีโซฟาน่านั่งมาก ... แต่ดูจะกว้างไปสำหรับเราสองคน
ผู้คนมากมายในร้าน ทั้งไทยทั้งเทศ ทั้งมาเป็นคู่ ทั้งกลุ่มเพื่อน หรือครอบครัว
ทุกคนดูมีความสุขกับอาหาร ไวน์ และบรรยากาศ
การนั่งมองความสุขของผู้คนรอบข้างก็เพลินดี
และหนึ่งในนั้น ... ผมเห็นรอยยิ้มของคนที่นั่งตรงกันข้ามกับผมด้วย
ผมเลือกโต๊ะเล็ก ในมุมสงบ ๆ ห่างจากผู้คน แม้ไม่ติดแม่น้ำ แต่ก็ไม่พลุกพลานดี
วันเกิดปีนี้เราเลือกที่จะนั่งกินข้าวเงียบๆ กันสองคน ปล่อยเวลาให้ค่อย ๆ ลอยเอื่อยผ่านไป
แต่อาจเพราะหลายอย่างเปลี่ยนไป .....
วันนี้ เลยเราคุยกันน้อยลง
มองหน้ากันน้อยลง
กินข้าวกันน้อยลง
ปล่อยให้บรรยากาศดูเงียบกว่าที่เคย
เพราะความวุ่นวาย ทั้งสัมมนาและสอนถึงเย็น
เลยทำให้ปีนี้ ไม่มีของขวัญ
ไม่มีเค้กวันเกิด
แค่มีเวลามากินข้าวด้วยกันได้ก็นับว่าบุญโขแล้ว
(แต่ผมแอบถือเค้กม็อคค่าชิ้นเล็กติดมือมา ให้คอฟฟี่แมเนี่ยบางคนแถวนี้ด้วยนะคับ)
สำหรับผมมื้อนี้พิเศษมาก
ไม่ใช่เพราะ เมนครอสไส้กรอกย่างที่ผมชอบ
หรือ คาโบนาร่าอร่อยเหาะ
ไม่ใช่เพราะบรรยากาศสวย ๆ หรือ อากาศเย็นสบาย
แต่เพราะความสุขที่ผมทำหล่นหาย มันกลับมาเวลาเรากินข้าวพร้อมกัน
เหลือบมองนาฬิกา.... คงใกล้หมดเวลาของเราเต็มที ... อยากให้โลกหยุดหมุนจัง
ถึงหน้าเค้าจะเปื้อนยิ้มตลอดเวลา
แต่ในแววตาเค้าฟ้องว่ากำลังเหนื่อย
เค้าบอกผมว่า "Happy birth day" แต่ผมว่าวันนี้ผมควรเป็นคนพูดมากกว่า
"วันเกิด ไม่มีเค้กวันเกิดก็ไม่เป็นไร ... มีความสุขก็พอแล้ว" เค้าบอก
มื้อค่ำเล็ก ๆ ของเราจบแล้ว
คงได้เวลากลับเสียที
ผมเดินข้างเค้าอย่างเงียบ ๆ จนมายืนชมวิวริมแม่น้ำตรงท่าเรือ
ผมสบายใจผ่อนคลายเวลาอยู่ใกล้เค้า แม้เราจะไม่ได้พูดอะไรกันสักคำ
ไม่รู้ว่าเค้าชอบคืนนี้มั้ย
ไม่รู้ว่าเค้ารู้สึกเหมือนผมหรือเปล่า
แต่หวังว่าปีหน้าคงมีเวลาแบบนี้อีก
และเราคงมีกันตลอดไป....