ในวันที่เราพบกัน

posted on 26 Nov 2009 17:02 by earltow  in Diary

 

 ลมเย็นปลายเดือนพฤศจิกากลับมาอีกแล้ว ...แม้ปีนี้อากาศไม่เย็นเท่าปีก่อน ๆ

แต่ก็พอจะทำให้เรารู้ว่า

ผ่านไปอีกหนึ่งขวบแล้วสำหรับเราทั้งสองคน

 

 

 

 
 
ปีนี้ เรามีเวลาน้อยลง ต่างคนต่างมีภาระมากขึ้น
เพราะหน้าที่การงาน ทำให้ความรับผิดชอบสูงขึ้น
ที่สำคัญงานเยอะขึ้นเป็นกอง
 
 
 
 
 
 
 
จริง ๆ สิ่งที่ขโมยเวลาของเราไปอาจไม่ใช่สิ่งที่เรียกว่างานหรอก
แต่มันคือบางสิ่งบางอย่างที่ติดค้างและวนเวียนอยู่ในใจเรามากกว่า
 
 
 
 
 
 
 
หลายปีแล้วที่เรามีงานวันเกิดพร้อมกัน
เกิดเดือนเดียวกันจะสิ้นเปลืองไปทำไม
ปีนี้ยังได้กินข้าวกันเหมือนเดิม แม้อาจจะช้าไปบ้าง...แต่ก็ดีกว่าไม่มีโอกาสเสียเลย
 
 
 
 
 
 
 
 
 
เราข้ามเรือท่าพระจันทร์ แล้วเดินอ้อยอิ่งไปเรื่อยผ่านธรรมศาสตร์ ท่าช้าง จนท่าเตียน
อากาศเย็นแล้ว ...
เค้าเริ่มเล่าความเป็นไปในแต่ละวัน และผมเป็นผู้ฟังที่ดีเหมือนเคย
แปลกเหมือนกันที่คนพูดมากอย่างผม จะไม่ต้องการพูดอะไรมากมายเวลาเราอยู่ด้วยกัน
 
 
 
 
 
 
 
ปีนี้เราเลือกร้านเล็ก ๆ ตรงมุมที่สวยมาก ๆ ของแม่น้ำเจ้าพระยา 
ในร้านโต๊ะใหญ่มีโซฟาน่านั่งมาก ... แต่ดูจะกว้างไปสำหรับเราสองคน
 
 
 
 
 
 
 
ผู้คนมากมายในร้าน ทั้งไทยทั้งเทศ ทั้งมาเป็นคู่ ทั้งกลุ่มเพื่อน หรือครอบครัว
ทุกคนดูมีความสุขกับอาหาร ไวน์ และบรรยากาศ
การนั่งมองความสุขของผู้คนรอบข้างก็เพลินดี
และหนึ่งในนั้น ... ผมเห็นรอยยิ้มของคนที่นั่งตรงกันข้ามกับผมด้วย
 
 
 
 
 
 
 
ผมเลือกโต๊ะเล็ก ในมุมสงบ ๆ ห่างจากผู้คน แม้ไม่ติดแม่น้ำ แต่ก็ไม่พลุกพลานดี
วันเกิดปีนี้เราเลือกที่จะนั่งกินข้าวเงียบๆ กันสองคน ปล่อยเวลาให้ค่อย ๆ ลอยเอื่อยผ่านไป
 
 
 
 
 
 
 
 

 แต่อาจเพราะหลายอย่างเปลี่ยนไป ..... 

วันนี้ เลยเราคุยกันน้อยลง

มองหน้ากันน้อยลง

กินข้าวกันน้อยลง

ปล่อยให้บรรยากาศดูเงียบกว่าที่เคย 

 

 

 

 

 

 
 

เพราะความวุ่นวาย ทั้งสัมมนาและสอนถึงเย็น

 เลยทำให้ปีนี้ ไม่มีของขวัญ

ไม่มีเค้กวันเกิด

แค่มีเวลามากินข้าวด้วยกันได้ก็นับว่าบุญโขแล้ว

 (แต่ผมแอบถือเค้กม็อคค่าชิ้นเล็กติดมือมา ให้คอฟฟี่แมเนี่ยบางคนแถวนี้ด้วยนะคับ)

 

 

 

 

 
 

สำหรับผมมื้อนี้พิเศษมาก

ไม่ใช่เพราะ เมนครอสไส้กรอกย่างที่ผมชอบ

หรือ คาโบนาร่าอร่อยเหาะ

 ไม่ใช่เพราะบรรยากาศสวย ๆ หรือ อากาศเย็นสบาย

 แต่เพราะความสุขที่ผมทำหล่นหาย มันกลับมาเวลาเรากินข้าวพร้อมกัน

 

 

 

 
 
เหลือบมองนาฬิกา.... คงใกล้หมดเวลาของเราเต็มที ... อยากให้โลกหยุดหมุนจัง
 
 
ถึงหน้าเค้าจะเปื้อนยิ้มตลอดเวลา
แต่ในแววตาเค้าฟ้องว่ากำลังเหนื่อย
 
 
เค้าบอกผมว่า "Happy birth day"  แต่ผมว่าวันนี้ผมควรเป็นคนพูดมากกว่า
 
 
"วันเกิด ไม่มีเค้กวันเกิดก็ไม่เป็นไร  ... มีความสุขก็พอแล้ว" เค้าบอก
 
 
 
 
 
 
 
มื้อค่ำเล็ก ๆ ของเราจบแล้ว
คงได้เวลากลับเสียที
ผมเดินข้างเค้าอย่างเงียบ ๆ  จนมายืนชมวิวริมแม่น้ำตรงท่าเรือ
 ผมสบายใจผ่อนคลายเวลาอยู่ใกล้เค้า แม้เราจะไม่ได้พูดอะไรกันสักคำ
 
 
 
 
ไม่รู้ว่าเค้าชอบคืนนี้มั้ย
ไม่รู้ว่าเค้ารู้สึกเหมือนผมหรือเปล่า
แต่หวังว่าปีหน้าคงมีเวลาแบบนี้อีก
และเราคงมีกันตลอดไป....